วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560
มีอะไรใหม่ใน iOS 11.0.3 อัพเดตใหม่ล่าสุด เพิ่มอะไร แก้ไขอะไรบ้าง ไปชมกันครับ | สอนใช้ง่ายนิดเดียว
Cr. สอนใช้ ง่ายนิดเดียว
วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560
เรื่องควรรู้: ชาร์จแบต iPhone, iPad, MacBook กี่ครั้ง แบตถึงจะเสื่อม ?
ซึ่งในที่สุดเพื่อลดข่าวลือมากมายบนอินเทอร์เน็ต แอปเปิลก็ได้เปิดหน้าเว็บเพื่ออธิบายการชาร์จแบตอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลที่มาจากผู้ผลิตย่อมน่าเชื่อถือและนำไปอ้างอิงได้อย่างถูกต้องกว่าแน่นอน

เรามาทำความเข้าใจกับเรื่องแบตเตอรี่ของสินค้าแอปเปิลกันดีกว่าครับ

แอปเปิลใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium
เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ Lithium นั้น มีความพิเศษคือเบา, ให้ประสิทธิภาพสูงและที่สำคัญคือชาร์จได้บ่อยครั้งโดยไม่ต้องใช้ให้หมดแล้วชาร์จทิ้งไว้นานๆ แบบแบตเตอรี่สมัยก่อน
สำหรับการชาร์จนั้น ในช่วง 2 ชั่วโมงแรกจะชาร์จเต็มที่ จนแบตขึ้นมาถึง 80% จากนั้นจะทำการค่อยๆ ลดความแรงในการชาร์จลงเรื่อยๆ เพื่อถนอมแบต ที่เรารู้สึกว่าเครื่องร้อนช่วงแรกๆ ของการชาร์จ แต่จะเย็นลงช่วงหลัง 80% ไป เป็นเพราะสาเหตุนี้เอง

ชาร์จไปกี่ครั้งแบตถึงจะเสื่อม
แบตเตอรี่เมื่อใช้ไปนานๆ ย่อมมีการเสื่อมสภาพลงตามเวลา โดยแอปเปิลใช้วิธีการนับ Cycle ของการชาร์จ ซึ่งจากข้อมูลในเว็บแอปเปิลแจ้งไว้ว่า iPod สามารถชาร์จได้ถึง 400 Cycle ก่อนประสิทธิภาพของแบตจะลดลงเหลือ 80%, iPhone สามารถชาร์จได้ถึง 500 Cycle ก่อนประสิทธิภาพของแบตจะลดลงเหลือ 80% ส่วน iPad, MacBook สามารถชาร์จได้ถึง 1,000 Cycle ก่อนจะลดประสิทธิภาพลงเหลือ 80%แล้ว 1 Cycle นับยังไง ?
วิธีการนับ Cycle ของแอปเปิลคือ “นับตามจำนวนใช้จริงโดย 1 Cycle เท่ากับ 100%” เช่น ถ้าวันนี้เราใช้แบตไป 50% แล้วก็ชาร์จจนเแบตเต็ม พรุ่งนี้ใช้อีก 50% แล้วชาร์จจนเต็ม จะนับรวมเป็น 1 Cycle ไม่ใช่ 2 Cycle
เพราะฉะนั้นการชาร์จแบตคือสามารถชาร์จ “เมื่อไหร่ก็ได้” ไม่ต้องรอให้แบตหมด
เมื่อนับด้วยวิธีนี้ จำนวน 400-500 Cycle ของ iPhone, iPod จะใช้ได้ยาวนานประมาณ 1.5-2 ปี ส่วน iPad, MacBook จะใช้ได้ยาวนานถึง 3 ปี ก่อนที่แบตจะลดประสิทธิภาพลง

อุณหภูมิที่เหมาะสม
แบตเตอรี่ก็เหมือนอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป ที่จะอยู่ได้นานถ้าใช้ในที่อุณหภูมิเหมาะสม โดยแอปเปิลแนะนำว่าควรนำอุปกรณ์ไว้ในสถานที่อุณหภูมิระหว่าง 0-35 °C (สำหรับ iPhone, iPod, iPad) และ 10-35 °C (สำหรับ MacBook) จะให้ดีที่สุดคืออยู่ที่อุณหภูมิ 22 °C (ในห้องแอร์)ข้อแนะนำอีกอย่างคือถ้าเราใส่เคสที่หนามากๆ เช่นเคสกันกระแทกทั้งหลาย เวลาชาร์จจะทำให้เครื่องร้อนผิดปกติ และแบตจะเสื่อมได้ แนะนำให้ถอดเคสออกแล้วค่อยชาร์จ
ถ้าจะเก็บเครื่องไว้นานๆ โดยไม่ใช้
Apple แนะนำว่า หากต้องการเก็บเครื่องไว้นานๆ โดยไม่ใช้เลย ให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ครึ่งหนึ่งของความจุ ไม่ควรชาร์จให้เต็มหรือปล่อยแบตเตอรี่เหลือ 0% และก่อนเก็บให้ปิดเครื่อง วางไว้ในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 °C หากต้องการเก็บเครื่องโดยไม่ใช้เลยนานกว่า 6 เดือน ให้นำออกมาชาร์จแบตครึ่งหนึ่งของความจุทุกๆ 6 เดือนถ้าแบตเตอรี่เสื่อมต้องทำยังไง ?
ศูนย์บริการต่างๆ จะมีเครื่องที่คอยตรวจสอบประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ใน iPhone, iPad, iPod, MacBook อยู่แล้ว โดยถ้าเรารู้สึกว่าแบตเตอรี่ของเครื่องหมดเร็วผิดปกติ สามารถนำเครื่องไปที่ศูนย์บริการได้ถ้าทางศูนย์พบว่าแบตเสื่อมจริง ก็ต้องดูว่าเครื่องเราอยู่ในประกันหรือไม่ ซึ่งประกันโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ปี หากพบว่าแบตเสื่อมจริงสามารถเคลมเพื่อขอเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ แต่หากเลยระยะประกันไปแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตหรือเครื่องใหม่

สรุป
- แอปเปิลนับ 1 Cycle ตามจำนวนใช้จริง
- 400 Cycle คือค่ามาตรฐานของ iPod
- 500 Cycle คือค่ามาตรฐานของ iPhone
- 1,000 Cycle คือค่ามาตรฐานของ iPad, MacBook
- ถ้าใช้เกิน 400 Cycle แล้วประสิทธิภาพแบตจะลดลงเหลือ 80% ถ้าใช้ไปต่ออีก 800 Cycle จะลดลงเหลือ 64%
- วิธีการนับ 1 Cycle นับตามการใช้งานจริง วันนี้ใช้ 50% ชาร์จเต็ม พรุ่งนี้ใช้ 50% ชาร์จเต็ม คิดเป็น 1 Cycle ไม่ใช่ 2 Cycle
- เพราะฉะนั้นชาร์จเมื่อไหร่ก็ชาร์จไปเถอะ
- ซื้อเครื่องมาครั้งแรก ไม่จำเป็นต้องชาร์จ 8-10 ชั่วโมงแบบมือถือสมัยก่อน
- อย่าเอาเครื่องไปไว้ในที่ร้อน เช่นตากแดดไว้ในรถ และอย่าลืมเครื่องไว้ในที่เย็นเกินไป
- เคสประเภทอย่างหนาตราช้าง ทำให้เครื่องร้อนได้ เวลาชาร์จควรถอดเคสออกก่อน
- ควรใช้งานเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ Electron ในแบตได้วิ่ง จะทำให้แบตมีอายุยืนยาว
- ควรเชื่อเอกสารอ้างอิงจากแอปเปิลผู้ผลิต มากกว่าความเชื่อที่บอกต่อๆ กันมาครับ

Cr. https://www.macthai.com/2013/01/07/apple-battery-support-tips-charge-cycle/
วันอังคารที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560
Apple Store และ iStudio ความเหมือนที่แตกต่าง
เชื่อได้ว่าคงมีเพื่อนๆ หลายคนสับสนระหว่าง Apple Store และ iStudio ที่เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple อย่าง MacBook, iPad, iPhone ต่างๆ แน่นอน โดยในส่วนของบทความนี้เราจะมาแนะนำทำความรู้จักกับ?Apple Store และ iStudio ว่าทั้งสองอย่างนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้างApple Store
Apple Store ก็คือ ร้านที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple ที่เป็นของ Apple เองจริงๆ ที่จะมีเฉพาะในบางประเทศเท่านั้น อย่าง อเมริกา, อังกฤษ, ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่หลักๆ แล้วจะกระจายอยู่ตามแหล่งย่านการค้าที่สำคัญๆ โดยอาจจะเป็นอาคารเดี่ยวๆ หรืออยู่ในห้างสรรพสินค้าในเรื่องมาตรฐานการให้บริการจัดได้ว่าอยู่ในระดับสูงน่าประทับใจ เพราะได้รับการคัดสรรพนักงานและฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจากทาง Apple โดยตรง รวมไปถึงพื้นที่ในร้านจะมีขนาดใหญ่หรือใหญ่มาก พร้อมตกแต่งให้สวยงามหรูหราแบบเรียบๆ สไตล์ Apple อีกด้วย ที่สำคัญคือจะมีเพียงโลโก้ Apple ขนาดใหญ่อยู่ที่หน้าร้านเท่านั้น โดยไม่มีตัวอักษรหรือชื่อร้านอื่นๆ อย่างใดระบุไว้เลย
แต่สำหรับในประเทศไทย?ร้าน?Apple Store ที่เป็นหน้าร้านจริงๆ อารมณ์ประมาณเปิดขายตามห้างไอทีต่างๆ นั้น ตอนนี้ยังไม่มีนะครับ (ในอนาคตอาจจะมีก็เป็นไปได้) ซึ่งถ้าใครต้องการจะซื้อผลิตภัณฑ์ Apple ผ่านทางร้าน Apple Store จำเป็นต้องสั่งออนไลน์ในเว็บไซต์?Apple Store Online Thailand?อย่างเดียวเท่านั้นในตอนนี้ ซึ่ง Apple Store Singapore เป็นหน่วยงานที่จัดการดูแลอีกทีหนึ่ง แน่นอนว่าในการที่เราซื้อผลิตภัณฑ์ Apple ผ่านทาง Apple Store เราก็จะได้รับสิทธิ์ในการบริการเทียบเท่ากับที่เราซื้อผ่านหน้าร้าน Apple Store จริงๆ?
และในส่วนของ App Store ก็เป็นศูนย์รวมแอพพลิเคชั่นของ iOS ไม่ได้เกี่ยงข้องโดยตรงอย่างไรกับ?Apple Store อันนี้ต้องขอบอกคนที่พูดผิดพูดถูกด้วย

iStudio
iStudio เป็นเพียง ดีลเลอร์ หรือร้านตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple ที่ผ่านการแต่งตั้งจาก Apple แล้วเท่านั้น (หรือถ้าเป็นร้านที่มีเนื้อที่ใหญ่มากก็จะใช้ชื่อว่า iBeat และร้านไหนที่ตั้งในมหาวิทยาลัยจะใช้ชื่อว่า?U. Store) โดยแต่ละประเทศอาจจะใช้ชื่อที่เป็นร้านตัวแทนจำหน่ายไม่เหมือนกันก็ได้ ซึ่งอย่างประเทศไทยจะใช้เพียงชื่อ iStudio, iBeat, U. Store เท่านั้น และสำหรับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยก็มีอยู่หลายเจ้าด้วยกัน อาทิ Com7, Uficon,?Copperwired และ?Graphicscan ที่เราสามารถสังเกตุได้ง่ายจากชื่อ เช่น?iStudio by Com7 เป็นต้นสำหรับในส่วนของการให้บริการก็คงต้องยอมรับว่าเป็นรอง?Apple Store จริงๆ เพราะพนักงานก็เป็นเพียงคนของร้านตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ไม่ใช่ของ Apple เองแต่อย่างใด แต่รวมๆ แล้วก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทั้งในส่วนของการขายและบริการอื่นๆ อีกทั้งด้วยความที่มีมีหน้าร้านตามหน้าร้านไอทีต่างๆ ทำให้เราสามารถเดินเข้าไปซื้อผลิตภัณฑ์ Apple พร้อมดูของจริงๆ ที่เราจะซื้อได้ทันที?
ความแตกต่างระหว่าง Apple Store และ iStudio ในประเทศไทย
- Apple Store ต้องสั่งออนไลน์แล้วรอของมาส่งที่บ้านเท่านั้น (รอที่บ้านตามวันที่กำหนดส่ง)
- iStudio เราสามารถเดินไปซื้อได้ทันที สาขาไหนใกล้ก็ไปสาขานั้น
- นโยบายบางอย่างของ Apple ใช้ได้กับ Apple Store เท่านั้น?
- นโยบายบางอย่างของ Apple ไม่สามารถใช้กับ iStudio ได้
- ของที่ซื้อผ่าน Apple Store สามารถเคลมได้ โดยการโทรสั่งให้มารับที่บ้าน หรือไปที่ศูนย์บริการ?Maccenter เองก็สามารถทำได้
- ของที่ซื้อผ่าน iStudio สามารถเคลมได้ โดยการนำไปส่งที่ศูนย์บริการ?Maccenter หรือ iStudio เองก็สามารถทำได้
- หากเครื่องเสียภายใน 7 วัน ถ้าซื้อจาก?Apple Store จะมี DHL (หรือ FedEx) มารับเครื่องเราแล้วไปเคลมให้อีกที
- หากเครื่องเสียภายใน 7 วัน ถ้าซื้อจาก iStudio สามารถนำไปเปลี่ยนเครื่องจากร้านที่ซื้อมาได้ทันที
- ซื้อของผ่าน Apple Store ต้องชำระผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น และไม่มีโปรโมชั่น 0% แต่อย่างใด
- ซื้อของผ่าน iStudio สามารถชำระเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตได้ พร้อมโปรโมชั่นผ่อน 0% กับบัตรที่ร่วมรายการ
- Apple Store ไม่มีโปรโมชั่นส่วนลดในการซื้ออุปกรณ์เสริมแต่อย่างใด
- บางกรณีซื้อผ่าน?iStudio จะมีโปรโมชั่น ส่วนลดในการซื้ออุปกรณ์เสริมชิ้นต่อไปได้
- Apple Store เราสามารถใช้ สิทธิซื้อผลิตภัณฑ์ในราคานักศึกษาได้ทันทีทุกกรณี
- ต้องเป็นร้าน?U. Store ตามมหาวิทยาลัย และเป็นนักศึกษา, อาจารย์ที่นั่นเท่านั้น ถึงจะสามารถใช้สิทธิ์ซื้อได้
- ไม่ว่าจะซื้อจาก?Apple Store หรือ?iStudio ก็สามารถสอบถามได้ปัญหาได้ทั้ง?Apple Store Online เอง (โทรต่างประเทศแต่โทรฟรี) รวมถึงสอบถามตามร้าน iStudio หรือศูนย์บริการ?Maccenter ก็สามารถทำได้เช่นกัน
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560
9 มือถือน่าซื้อเดือนตุลาคม 2560
9 มือถือน่าซื้อเดือนตุลาคม 2560
- oppo R9s Pro- Vivo V7+
- Wiko View Prime
- Wiko View / Wiko View XL
- Xiaomi Mi A1
- Huawei Nova 2i
- Apple iPhone 8
- Samsung Galaxy Note 8
- Apple iPhone X
Cr. nasmobile
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
World Clock
5G จะทำให้ วงการสื่อและบันเทิง เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
5G จะทำให้ วงการสื่อและบันเทิง เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 –...
-
สรุปเรื่องราว WannaCry "ไวรัสเรียกค่าไถ่" พร้อมวิธีป้องกัน เผยแพร่เมื่อ 15 พ.ค. 2017 ที่มา FB : Beartai Hitech | แบไต๋ ไฮเทค พี...
-
iPad Air 2 หรือ iPad 9.7″ (2017) ต่างกันอย่างไร เลือกรุ่นไหนดี เมื่อวานนี้ Apple ได้ปรับไลน์สินค้าแท็บเล็ตใหม่...
-
ปัญหาคลิกเมาส์ทีไร กลายเป็น Double-click น่าจะกลายเป็นปัญหาสามัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ใช้เมาส์กันไปแล้ว โดยเฉพาะอาการที่เมื่อคลิกเมาส์ท...






